ดอกไม้ ที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกานี้  เต็มไปด้วยเรื่องราวความเป็นมาและยังถูกยกย่องว่าเป็นดอกไม้สำหรับการเฉลิม ฉลองมาตั้งแต่ยุคโรมัน   ดอกคาร่าลิลลี่เป็นดอกไม้ที่มีความงามแบบเรียบง่าย ด้วยรูปทรงของดอกที่เก๋ไก๋ และมีเอกลักษณ์   ดอกคาร่าลิลลี่ ถูกยกย่องว่าเป็นดอกไม้แห่งความสว่างไสว  และปัจจุบัน  ดอกคาร่าลิลลี่  เป็นดอกไม้ที่นิยมมากสำหรับงานแต่งงาน  ดอกคาร่าลิลลี่ ช่วยสร้างความรู้สึกหรูหรา สง่างามให้แก่บ้านของคุณ  และยังเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์  ความสง่างาม  เพราะว่า ดอก คาร่าลิลลี่เป็นดอกไม้ที่แย้มบานอย่างช้าๆ  และยังมีสีสันให้เลือกใช้ได้มากมาย  ดอกคาร่าลิลลี่นั้น  เป็นดอกไม้ที่สวยงามคงทนและยังเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในงานแต่งงาน  การแสดงความเอื้ออาทร  หรืออย่างน้อยสำหรับประดับตกแต่งบ้านให้รู้สึก รื่นรมณ์

สถานีวิจัยดอยปุยเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งสถานีที่มีภาระหน้าที่หลักในการดำเนินการวิจัยทดลองและขยายพันธุ์พืชเขตหนาว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร รวมถึงการบริการวิชาการในรูปแบบต่างๆ จากความก้าวหน้าในการเร่งขยายและพัฒนาพันธุ์พืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ส่งผลให้สถานีมีผลผลิตที่หลากหลายออกสู่ท้องตลาดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลผลิตที่สำคัญอีกหนึ่งชนิดที่สร้างชื่อให้และกำลังเป็นที่ต้องการของท้องตลาดอยู่ในขณะนี้คือ ดอกคาลล่า ลิลลี่

บัวบาง ยะฮูป นักวิชาการเกษตรสถานีวิจัยดอยปุย กล่าวถึงการนำดอกไม้พันธุ์คาลล่า ลิลลี่ (Calla Lily) เข้ามาทดลองปลูกในสถานีวิจัยดอยปุยว่า ดอกคาลล่า ลิลลี่ เป็นพันธุ์ไม้นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีการนำเข้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยทดลองปลูกที่สถานีวิจัยดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแห่งเดียวและแห่งแรกของประเทศไทย พืชชนิดนี้เป็นดอกไม้ประเภทหัว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zantedeschia spp. อยู่ในวงศ์ (Family) Araceae วงศ์ย่อย (sub family) Philodendroideae เช่นเดียวกับ Diffenbachia Aglaoema และ Philodendron มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ มีหลากหลายสายพันธุ์ใช้ได้ทั้งเป็นไม้ตัดดอกไม้ประดับ และไม้กระถาง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ประเภทไม้หัวยืนต้น หรือกลุ่มที่ไม่มีการพักตัว เช่น Zantedeachia aethiopica มีดอกสีขาวใบเขียวเข้มเป็นมันออกดอกตลอดปี ดอกดกในช่วงฤดูร้อน ปริมาณดอกจะลดลงในช่วงฤดูฝน มีทั้งต้นสูงและต้นแคระสามารถใช้ปลูกเป็นต้นไม้ตัดดอกและปลูกเพื่อตกแต่งสถานที่ ชอบแสงอาทิตย์ เจริญเติบโตได้ดีภายใต้การพรางแสง 50-70 เปอร์เซ็นต์ จะให้ดอกที่มีคุณภาพปริมาณการใช้ดอกประมาณ 15-17 ดอก ต่อกอ ต่อปี ดอกสามารถปักแจกันในน้ำธรรมดาได้นาน 7-14 วัน ช่วงที่ให้ผลผลิตสูงสุดคือเดือนมีนาคม และผลผลิตต่ำสุดในเดือนกรกฎาคม และกลุ่มที่ 2 ประเภทไม้หัวล้มลุกหรือกลุ่มที่มีการพักตัวหลากหลายพันธุ์ เช่น Z.elliottiana, Z.albomaculata, Z.pentlandii, Z.rehmaii, Z.jucanda มีการผลิตหัวใต้ดินและพักตัวในฤดูหนาว ลักษณะการเจริญเติบโตรูปร่างและสีของใบแตกต่างในแต่ละพันธุ์ จำนวนดอกต่อต้นขึ้นอยู่กับขนาดของหัวพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบัน ได้แก่ Black eye, Black magic, Childsiana, Green calla และ Sunlight

คาลล่า ลิลลี่ เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง โดยพื้นที่ปลูกมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,250 เมตร ขึ้นไป ค่าอุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 18-24 องศาเซลเซียส ในการทดลองวิจัยระยะแรกๆ ของสถานีวิจัยดอยปุยนั้น มีการนำหัวพันธุ์เข้ามาทดลองปลูกเพียง 5 หน่อ โดยในหนึ่งหน่อสามารถแยกต้นได้ประมาณ 10 ต้น จนกระทั่งปัจจุบันนี้มีการขยายพันธุ์คาลล่า ลิลลี่ กว่า 3,000 ต้น ช่วงแรกที่ทดลองปลูกนั้นได้นำหัวพันธุ์คาลล่า ลิลลี่ ลงดินปลูกกลางแจ้ง แต่ประสบกับปัญหาคือ คาลล่า ลิลลี่ ที่ได้มีลักษณะต้นเตี้ย ก้านดอกสั้นไม่ยาวตามปกติ จึงแก้ปัญหาโดยการนำซาแรนมาคลุมพรางแสงบริเวณแปลงปลูกเพื่อให้มีแสงแดดรำไรส่องถึงต้น จากวิธีดังกล่าวทำให้ก้านของคาลล่า ลิลลี่ มีความยาวเพิ่มขึ้นถึง 90 เซนติเมตร และก้านยาวน้อยที่สุด 25 เซนติเมตร นอกจากจะมีก้านที่ยาวแล้วยังส่งผลให้ดอกคาลล่า ลิลลี่ ที่ได้มีความสวยงามเป็นที่ต้องการของตลาดด้วย

สำหรับวิธีการปลูกคาลล่า ลิลลี่ สามารถปลูกได้ทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจะดีที่สุด การปลูกคาลล่า ลิลลี่ ในกลุ่มไม้หัวล้มลุก ต้องเป็นดินที่การระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง เพราะจะทำให้หัวเน่าได้ง่าย ระยะปลูกขึ้นอยู่กับขนาดของหัวพันธุ์ หัวขนาด 1-3 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูก 12-15 เซนติเมตร หัวขนาด 4-6 เซนติเมตร ใช้ระยะเวลาปลูกขนาด 20-25 เซนติเมตร แต่ในการทดลองของสถานีวิจัยดอยปุยจะเว้นระยะห่างในการปลูกเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ 50-70 เซนติเมตร โดยยกแปลงปลูกห่างจากพื้นดิน 20-30 เซนติเมตร หลังจากนั้น ให้ขุดหลุมปลูกให้ดินคลุมหัวแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 และก่อนที่จะนำหน่อคาลล่า ลิลลี่ ลงแปลงปลูก จะนำไปแช่ในน้ำยากันเชื้อราก่อนเพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดในแปลงปลูก โดยเฉพาะจิบเบอเรลลิน (GA) สามารถกระตุ้นการออกดอกและเพิ่มจำนวนดอกต่อกัน มีวิธีการใช้หลายๆ วิธี แต่วิธีที่นิยมและได้ดีที่สุดคือ การจุ่มหัวพันธุ์ลงในสารละลายจิบเบอเรลลิน ที่มีความเข้มข้น 50-100 ส่วน ต่อล้านส่วน จากนั้นใช้ปุ๋ยคอกโรยให้ทั่วทั้งแปลงปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่มทั่วทั้งแปลง ตามด้วยการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งให้ดอก โดยรดน้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง คือเวลาเช้า และเวลาเย็น ที่สำคัญในการรดน้ำนี้ต้องรดแบบชุ่มน้ำ เนื่องจากพันธุ์คาลล่า ลิลลี่ ที่ปลูกในสถานีวิจัยดอยปุยเป็นพันธุ์ที่ไม่มีการพักตัว ซึ่งแตกต่างจากอีกสายพันธุ์ที่หลังจากตัดดอกแล้ว ลดการให้น้ำจนกระทั่งใบเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและแห้งตาย งดการใช้น้ำเข้าสู่ระยะพักตัว

นอกจากนี้ การคัดเลือกหัวพันธุ์ในการปลูกก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกดอกด้วย ถ้าเลือกหัวพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่หลังจากที่ปลูกแล้วจะสามารถให้ดอกได้ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน แต่ถ้าหัวพันธุ์มีขนาดเล็กกว่าระยะเวลาการให้ดอกจะนานถึง 6 เดือน หากหัวพันธุ์มีตาหน่ออยู่แล้ว และจะออกดอกได้ทันทีหลังจากที่ปลูกไปแล้วประมาณ 1 อาทิตย์ ฤดูกาลออกดอกนั้นคาลล่า ลิลลี่ จะให้ดอกตลอดทั้งปี ดอกจะออกมาในช่วงฤดูหนาวต้นฤดูร้อน แต่จะออกดอกมากที่สุดเดือนมีนาคม ขนาดของดอกจะแบ่งออกเป็น 3 เกรด ตามความยาวของก้าน เกรดเอ มีขนาดความยาวก้านตั้งแต่ 60 เซนติเมตร ขึ้นไป จนถึง 90 เซนติเมตร เกรดบี มีขนาดความยาวก้านตั้งแต่ 45 เซนติเมตร ขึ้นไปจนถึง 60 เซนติเมตร และเกรดซี มีขนาดตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ขึ้นไป ส่วนราคาของดอกคาลล่า ลิลลี่ที่ทางสถานีส่งขาย เกรดเอ ราคาดอกละ 20 บาท เกรดบี ราคาดอกละ 15 บาท และเกรดซี ราคาดอกละ 10 บาท

บัวบาง ยะฮูป กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ปลูกคาลล่า ลิลลี่ ไปแล้ว ต้นจะเริ่มแตกหน่อและทยอยแตกหน่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 10-12 หน่อ จากหนึ่งหน่อ แต่ถ้าปลูกไปนานๆ แล้วคุณภาพของต้นจะโทรม จะส่งผลให้ดอกไม่มีคุณภาพและทำให้ต้นโทรม ซึ่งแก้ไขได้โดยการขุดหน่อจากต้นเดิมไปปลูกเพื่อขยายพันธุ์ใหม่ และถ้าไม่เปลี่ยนแปลงปลูกใหม่ให้ปรับปรุงคุณภาพดินในแปลงเดิม โดยการใช้ปุ๋ยคอกและปูนขาวโรยให้ทั่วทั้งแปลงก่อนนำหัวพันธุ์ลงปลูกอีกครั้ง ส่วนแมลงศัตรูของคาลล่า ลิลลี่ ที่พบมากที่สุดคือ หนอน เพลี้ยอ่อน ทาก และหนอนเจาะลำต้น ป้องกันกำจัดโดยใช้ยาสัมผัส และยาดูดซึม โรคที่เป็นปัญหามากที่สุดของ Calla Lily คือ โรคเน่าเละ เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. Fusarlum sp. และเชื้อแบคทีเรีย Erwinia sp. จะพบมากในกลุ่มของที่มีการพักตัว โดยเฉพาะแปลงที่มีความชื้นสูง ป้องกันกำจัดโดยใช้ยา บอร์โด มิกซ์เจอร์ เอ็มแชด (โคแม็ก), คอปเปอร์ ออกซีคลอไรด์ (ดูปราวิตฟอร์เต้, ดูปรอกซ์สีฟ้า)
DSCN2617
การขยายพันธุ์คาลล่า ลิลลี่ สามารถทำได้หลายวิธีคือ การเพาะเมล็ด เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม ทำเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ผลิตลูกผสมพันธุ์ใหม่ๆ แปลกๆ แต่ไม่นิยมทำในการผลิตเพื่อตัดดอก การขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ หรือการแยกหัวออกย่อยจากหัวใหญ่ จะทำให้เพิ่มปริมาณได้อย่างมาก ในกลุ่ม Z.acthiopica ถ้าขยายพันธุ์โดยใช้หน่อขนาดใหญ่จะทำให้ออกดอกภายใน 2 เดือน แต่ถ้าใช้หน่อขนาดเล็กปลูกจะใช้เวลาการเลี้ยงต้นเพื่อเจริญเติบโต และพร้อมให้ดอกนาน 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่อ ส่วนในกลุ่มที่มีการพักให้ดอกขึ้นอยู่กับขนาดของหัวพันธุ์ หัวพันธุ์ที่มีขนาดเล็กจะต้องปลูกเลี้ยงหัวเพื่อให้หัวมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงจะสามารถปลูกเพื่อตัดดอกได้ การขยายพันธุ์โดยวิธีนี้ถ้าหากมีการขยายพันธุ์ต่อเนื่องกันซ้ำๆ หลายปี จะทำให้เกิดการสะสมโรคได้ จึงไม่นิยมขยายพันธุ์ต่อเนื่องจากกันเกิน 3 ปี การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการขยายพันธุ์ที่สามารถเพิ่มปริมาณต้นได้จำนวนมากในระยะสั้น นิยมทำกันในการปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้า หลังจากนำต้นออกจากขวดสามารถให้ดอกได้ภายใน 6-7 เดือน (สำหรับกลุ่ม Z.aethiopica) ส่วนในกลุ่มที่มีการพักตัว การขยายพันธุ์โดยวิธีนี้หลังจากนำต้นออกจากขวดจะต้องปลูกเพื่อให้ได้หัวพันธุ์มีขนาดที่เหมาะสมโดยต้องปลูก 2-3 ครั้ง เพื่อให้ได้หัวขนาด 4-5 เซนติเมตร จึงจะสามารถปลูกเพื่อตัดดอกได้

การขุดและเก็บรักษาหัวพันธุ์ หลังจากให้ดอกสักระยะหนึ่งพืชจะเริ่มเปลี่ยนสีเหลือง และค่อยๆ แห้ง หัว Calla Lily จะเริ่มโตขึ้น และสร้างผิวด้านนอกให้หนาขึ้น หลังจากขุดหัว การล้างหัวพันธุ์ให้สะอาดปราศจากดินที่ติดมา แล้วจุ่มหัวด้วยยากันเชื้อรานาน 5-10 นาที ผึ่งให้หัวแห้ง 4-6 ชั่วโมง และรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 20-24 องศาเซลเซียส จะทำให้หัว Calla Lily พร้อมที่จะปลูกได้ภายใน 6-8 อาทิตย์ การเก็บหัวไว้ที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส มีผลเสียต่อการออกดอก และการงอกของพันธุ์ ถ้าพันธุ์เก็บไว้นานเกิน 15-20 อาทิตย์ จะทำให้มีดอกน้อยลง และก้านดอกสั้น

สำหรับเรื่องตลาดรับซื้อดอกคาลล่า ลิลลี่ นั้น ขณะนี้มีตลาดหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเดิมนั้นจะมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่นำมาจากคุณหมิง ประเทศจีน แต่ว่าคาลล่า ลิลลี่ ที่ผลิตได้จากสถานีวิจัยดอยปุยมีคุณภาพและความสด จึงทำให้เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมากกว่า ในแต่ละปีทางสถานีสามารถสร้างรายได้ได้ประมาณ 200,000-250,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่า การลงทุนแต่ละครั้งใช้ต้นทุนทั้งหมดประมาณ 100,000 บาท นับว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียวแต่ได้ผลประโยชน์ระยะยาว โดยในการลงทุนแต่ละครั้งจะเน้นไปในการเลือกซื้อหัวพันธุ์อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณหัวละ 150 บาท และหลังจากที่ปลูกไปแล้วจะสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 5 ปี ก่อนที่จะรื้อแปลงแล้วนำหัวพันธุ์มาปลูกใหม่อีกครั้ง

ด้าน วิสิฐ กิจสมพร หัวหน้าสถานีวิจัยดอยปุย กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวโน้มในการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรว่า สำหรับการส่งเสริมอาชีพการปลูกคาลล่า ลิลลี่ ให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงนั้น คาดว่าจะขยายผลได้ในปี 2549 เนื่องจากอาชีพนี้มีความเหมาะสมและมีการลงทุนน้อย เกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ โดยในขณะนี้ได้เร่งดำเนินการขยายพันธุ์คาลล่า ลิลลี่ ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้วกว่า 4,000 ต้น หากการขยายพันธุ์ประสบความสำเร็จคาดว่าจะดำเนินการเผยแพร่ส่งเสริมให้เกษตรกรได้ในปี พ.ศ. 2549 นี้แน่นอน

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิสิฐ กิจสมพร หัวหน้าสถานีวิจัยดอยปุย หรือ บัวบาง ยะฮูป นักวิชาการเกษตรสถานีวิจัยดอยปุย เลขที่ 174 หมู่ 12 ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 211-142 ในวันและเวลาราชการ
AnnekeBlack Eyed Beauty

 
 
 
About these ads