ท้อ (จีน: 桃, อังกฤษ: Peach, ชื่อวิทยาศาสตร์: Prunus persica) เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน จัดเป็นไม้พุ่มผลัดใบ อยู่ในสกุล Prunus อันเป็นสกุลเดียวกันกับ ซากุระ, บ๊วย, เชอร์รี่ หรือนางพญาเสือโคร่ง

ท้อจัดเป็นไม้เมืองหนาวที่จะขึ้นได้ดีในที่ ๆ มีความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุตขึ้นไป อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 10 องศาเซลเซียส ทนแล้งได้ดี เป็นไม้ใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบใบจัก ดอกเดี่ยว มักออกเป็นกระจุก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวหรืออาจเป็นสีแดง หรือชมพู ดอกจะแตกออกมาก่อนใบ ผลเป็นผลสดเมล็ดเดี่ยว มีขนปกคลุมทั่วบริเวณผิว

ท้อนับเป็นผลไม้ที่ใช้ประโยชน์ในการรับประทานมาอย่างยาวนาน และได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้แล้วในวัฒนธรรมของชนชาติต่าง ๆ จะมีท้อเข้ามาร่วมอยู่ด้วย ได้แก่ ชาวจีนมีความเชื่อว่า ท้อเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว และเกี่ยวข้องกับการกับการป้องกันสิ่งชั่วร้าย ถ้าดอกท้อของบานในระหว่างการฉลองวันปีใหม่ หมายถึง ปีต่อไปจะเป็นปีของโชคลาภ และดอกท้อยังใช้ประดับตกแต่งภายในบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล ป้องกันสิ่งชั่วร้ายอีกด้วย นอกจากนี้แล้วในสมัยโบราณ การเขียนป้ายคำอวยพรก็นิยมเขียนลงไม้ที่ทำมาจากต้นท้อ

ในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น โมโมทาโร่ (桃太郎) ซึ่งเป็นเด็กชายที่มีพละกำลังมากมายและเป็นผู้นำในการปราบปีศาจ ก็กำนิดมาจากลูกท้อ เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย ท้อมีการนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น โครงการหลวง โดยมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะฟุ้ง, มักม่น, มักม่วน, หุงคอบ, หุงหม่น เป็นต้น

“ท้อ” สมัยโบราณในเทศกาลปีใหม่ คนจีนจะนิยมเขียนคำอวยพรให้แก่กัน ซึ่งนิยมเขียนคำขวัญ คำมงคลต่างๆ บนแผ่นไม้ติดหน้าบ้าน ซึ่งใช้ป้ายที่ทำจากต้นท้อ เพราะเชื่อกันว่าเมื่อนำมาติดบ้านเรือน ภูติผีปีศาจจะไม่รบกวน ไม่มีเสนียดจัญไรแผ้วพาน เช่นเดียวกับ “ทับทิม” และ “เซียงเช่า” ที่เชื่อว่าสามารถไล่ผีปีศาจได้ จึงนิยมนำมาผสมน้ำล้างหน้า ล้างตัว กัน หลังจากกลับจากงานศพด้วย

สำหรับ “ทับทิม” เนื่องจากมีรูปลักษณะที่มีเมล็ดข้างในแน่น จึงถือว่าจะทำให้มีลูกหลานเต็มบ้าน เป็นการอวยพรในงานมงคลได้อีกด้วย
การแพทย์แผนจีนโบราณ หรือ TCM (Traditional Chinese Medical) เป็นระบบบำบัดรักษาความเจ็บป่วยที่ละเอียดลึกซึ้ง ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ปัจจุบันได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ผู้บำบัดด้วยวิธีการแพทย์สาขาจีน มีทั้งชาวจีนย้ายถิ่น และแพทย์ชาวต่างชาติที่เดินทางไปศึกษาวิชาการแพทย์แผนจีนมาจากประเทศจีนโดยตรง การตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรค จะต้องกระทำโดยการซักประวัติผู้ป่วย การสังเกตวิเคราะห์ส่วนต่างๆของร่างกาย การสัมผัส และการจับจังหวะชีพจร ซึ่งทั้งหมด ต้องอาศัยความละเอียดลออและความชำนาญพิเศษ ส่วนการรักษาจะประกอบด้วย การเลือกอาหาร การนวด การฝังเข็ม การดื่มชาสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยาจากสัตว์ด้วย

       ปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจจากนักวิจัยชาวตะวันตกอย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่ในแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้อย่างประเทศไทยเราเองก็มีการเปิดสอนในหลักสูตรปริญญาตรีหรือใบประกาศนียบัตรสาขาการแพทย์แผนจีนกันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นเรื่อยๆว่า การบำบัดรักษาด้วยวีธีการแพทย์แผนจีนมีประสิทธิภาพสูง และสามารถรักษาอาการของโรคบางโรค ที่แพทย์แผนปัจจุบันยังไม่พบวิธีรักษาได้


ดอกท้อ
นานมาแล้วที่ชาวจีนโบราณได้ค้นพบคุณค่าของดอกท้อในการทำยาและทำเครื่องสำอางค์เสริมความงาม จากตำรา “สมุนไพรเทพการเกษตร”ได้มีการบันทึกไว้ว่า “สีสันของดอกท้อนั้นมีประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก” และจากบันทึก “โครงร่างและรายละเอียดตำรายาสมุนไพร” กล่าวไว้ว่า “ให้นำดอกท้อที่มีอายุ 3 เดือน 3 วัน และนำเลือดไก่ที่มีอายุ 7 เดือน 7 วัน มาผสมกันแล้วพอกบริเวณใบหน้า หลังจากนั้น 2-3 วันให้ลอกออก จะทำให้ใบหน้าของท่านแลดูกระจ่างใส”

                                        

                   ดอกท้อ                               ดอกป๋ายจื่อ                           ดอกมะลิ

ในระหว่างเทศกาลเชงเม้ง เป็นช่วงเวลาที่ดอกท้อตูมยังไม่บาน ให้เก็บดอกท้อมา 250 กรัม ป๋ายจื่อ 30 กรัม ใช้เหล้าขาว 1000 มิลลิลิตร ผสมน้ำผึ้ง หมักกับดอกท้อและป๋ายจื่อทิ้งไว้ 30 วัน ทุกวันเช้าเย็นให้ดื่มครั้งละ 15 ถึง 30 มิลลิลิตร ในขณะเดียวกันให้เทเหล้าลงบนฝามือ แล้วใช้มือทั้งสองข้างถูจนกระทั้งรู้สึกว่าฝามือร้อน แล้วถูบริเวณใบหน้าที่เป็นฝ้า กระดำ และรอยหมองคล้ำ กรรมวิธีดังกล่าวนับเป็นการรักษาผิวพรรณที่เห็นผลอีกวิธีหนึ่ง

ป๋ายจื่อ
(สมุนไพรชนิดหนึ่งของจีน ออกดอกสีขาวผลยาวรี รากใช้ทำยา สามารถระงับความเจ็บปวดได้) ปัจจุบันนักวิจัยเภสัชวิทยาชาวจีนค้นพบว่า ในดอกท้อ ประกอบด้วยวิตามิน และ Trace element นานาชนิด ที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูและป้องกันการเกิดฝ้า จุดด่างดำ รอยตีนกา และป้องกันผิวหน้าแห้งกร้าน อีกทั้งยังมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายรวมอยู่ด้วย ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นระบบหมุนเวียนของหลอดเลือด ต่าง ๆ ส่งผลให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล ชุ่มชื่นอยู่เสมอ

ดอกมะลิ
ดอกมะลินับว่าเป็นดอกไม้ที่ชาวจีนโบราณนิยมนำมาทำเครื่องสำอางอีกชนิดหนึ่ง สตรีสมัยซ่ง เอวี๋ยน หมิง ชิงและหนานกั๋ว นิยมนำดอกมะลิมาทำเป็นมงกุฎดอกไม้ เครื่องประดับตกแต่งทรงผม เครื่องสำอางประเภทน้ำมันใส่ผม และแป้งทาหน้า โดยมากนิยมนำมาทำเป็นน้ำหอม จากบันทึก โครงสร้างสมุนไพรของนาย หลี่สือเจิน กล่าวไว้ว่า “ให้นำน้ำที่ได้จากไอระเหยของ น้ำมันที่ใส่ดอกมะลิ มาใส่ผมเป็นประจำทุกวันจะทำให้ผมนุ่มสลวยและมีกลิ่นหอม”

ดอกพลัม
มากจากต้นพลัมซึ่งเป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ใบไม้เป็นลักษณะรูปไข่ ดอกสีขาว ผลเป็นรูปกลม สีเหลืองหรือสีแดงอ่อน พบเจอมากในประเทศจีน ดอกไม้ชนิดนี้กล่าวกันว่าหากนำมาทาหน้าเป็นประจำ จะทำให้ใบหน้าขาวสะอาด สามารถรักษาสิวได้

นายแพทย์แผนจีน หลี่เห่อเหยินได้นำไข่ไก่ ผสมกับดอกพลัม พบว่าสามารถรักษาจุดด่างดำบนใบหน้าให้ค่อย ๆ เลือนหายไปได้เช่นกัน หรือหากนำมาสกัด เป็นเหล้า ซึ่งมีชื่อว่า “เหล้าจู้เซ่อ” ก็จะสามารถรักษาอาการเบื่ออาหาร ทำให้เจริญอาหารได้

                              

              ดอกป๋ายจื่อ                             ดอกกุหลาบ                            ดอกซิ่ง

ดอกกุหลาบ
กล่าวกันว่าพระนางซูสีไทเฮา จะใช้ชาด (ชาด คือเครื่องสำอางที่นำมาทาปาก หรือแก้มให้เป็นสีแดง) ที่ทำมาจากดอกกุหลาบ หรือไม่ก็นำดอกกุหลาบมาเป็นส่วนผสมในการทำรองพื้น มีวิธีทำง่าย ๆ มาบอกให้ลองทำกัน นำกลีบกุหลาบมาแช่ลงในน้ำส้มสายชู 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นนำมากรอง แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปเพิ่มเติมในปริมาณที่พอเหมาะ เราก็จะได้เครื่องสำอางน้ำดอกกุหลาบมาครอบครอง วิธีใช้ ให้นำน้ำดอกกุหลาบมาล้างหน้าถูลำคอทุกเช้าเย็น จะทำให้ผิวพรรณสะอาดหมดจด ไร้สิว ลดรอยแผลเป็นบนใบหน้า หากใช้ระยะยาวจะทำให้ผิวพรรณอ่อนนุม สดใส โดยทั่วไปจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน

ดอกซิ่ง
ดอกซิ่ง หรือในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ดอกเหง ต้นซิ่งเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งจีน ใบไม้เป็นลักษณะกว้างรูปไข่ ดอกเพศเดียว มีสีขาวหรือสีชมพู ผลของมันเป็นลูกกลม เมื่อสุกแล้วจะเป็นสีแดงอมเหลืองรสเปรี้ยวและหวาน ดอกซิ่งมีประโยชน์ต่อผิวพรรณเป็นอย่างมากสามารถขจัดสิ่งตกค้างบริเวณใบหน้าได้ ในสมัยซ่ง มีการนำดอกซิ่งหรือดอกเหงและดอกท้อมาล้างหน้าเพื่อรักษาผิวหน้าตกกระ ดอกซิ่งยังมีส่วนช่วยยับบั้งแบคทีเรียที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย