ชื่ออื่นๆ :  

 

ซ่อนชู้  ดอกรวงข้าว  ดอกลีลา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

 
ชื่อสามัญ :   Tuberose
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Polianthes tuberosa Linn.
 
ลักษณะทรงพุ่ม :   เนื่องจากเป็นไม้หัวจึงเห็นส่วนที่เป็นใบและดอกเป็นพุ่มกลมๆ สูงประมาณไม่เกิน 50 เซนติเมตร
 
วงศ์ :   Amaryllidaceae, Agavaceae
 
ถิ่นกำเนิด :   อเมริกาใต้
 
ลักษณะ ซ่อนกลิ่นเป็นไม้หัวแบบ Tuber ซึ่งใช้เป็นแหล่งสะสมอาหาร รอบ ๆ หัวจะมีตาอยู่ โดยรอบสามารถเจริญเติบโตเป็นลำต้นหรือหัวต่อไปได้ ราก จะเป็นระบบรากฝอย มีสีน้ำตาลขนาดเล็กมีจำนวนไม่มากนัก มีขนาดสั้นจนถึงยาวประมาณ 1 ฟุต ใบเจริญมาจากฐานหัว ใบมีลักษณะเรียวแคบ มีความยาวประมาณ 30-40 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ใบมีสีเขียวสดมีจุดแดงที่ฐานใบ กลางใบห่อเข้าหากันใบหนาพอสมควร ใบล่างจะมีขนาดเล็กกว่าใบที่อยู่ติดกันขึ้นมา ใบที่แตกใหม่จะตั้งขึ้น ใบแก่จะห้อยลง ช่อดอก จะเป็นแบบ Spike ก้านดอกใหญ่แข็งแรง มีสีเขียว และตั้งตรงในแนวดิ่ง ดอกเมื่อบานจะมีสีขาว ดอกเป็นแบบ สมบูรณ์เพศ (Perfect Flower) มีกลีบดอก (Petal) เชื่อมติดกัน รูปร่างคล้ายกรวยโค้ง ยาวประมาณ 1-6 ซม. ดอกจะเริ่มบานตั้งแต่ตอนเย็นโดยทะยอยบานจากตอนล่างของช่อดอกขึ้นมาเรื่อย ๆ พันธุ์ที่มีปลูกนั้นไม่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะแต่เรียกตามลักษณะของดอกคือ พันธุ์ที่มีดอกไม่ซ้อน และพันธุ์ที่มีดอกซ้อน
 
ฤดูการออกดอก :   ออกดอกตลอดปี (ที่สวนไม้หอมออกดอก 1 – 3 เดือน/ครั้ง)
 
เวลาที่ดอกหอม :  

หอมตลอดวัน ช่วงที่อากาศเย็นจะหอมแรงขึ้น และดอกจะทยอยบานตั้งแต่โคนช่อดอกขึ้นมาเรื่อยๆใน 1 ช่อดอกจะมีช่วงเวลาดอกบานนานหลายวัน

 
การขยายพันธุ์ :  
1. การแยกหน่อ ทำได้โดยการใช้มือหรือมีดปลิดแยกหน่อออกจากกอเดิมแล้วนำไปปลูกลงแปลงได้ทันที การแยกหน่อควรแยกก่อนออกดอก วิธีการนี้จะทำได้ง่ายและได้ต้นใหม่จำนวนมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณของกอเดิมด้วย
2. การใช้หัว เป็นวิธีการที่นิยมกันมาก ทำง่าย สะดวก และเกษตรกรสามารถเก็บรักษาส่วนที่ขยายพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูต่อไปด้วย
3. การแบ่งหัว เป็นวิธีการขยายพันธุ์โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติคล้ายกับการขยายพันธุ์บอนสีโดยการแบ่งหัวให้มีตาติดอยู่กับส่วนที่ตัด แล้วนำไปปักชำ เมื่อต้นงอกและมีใบประมาณ 2-3 ใบ ก็นำไปปลูกได้ แต่เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ช้า ไม่เหมาะที่จะทำเป็นการค้า การเก็บรักษาหัวเพื่อใช้ขยายพันธุ์ในฤดูกาลต่อไป การเก็บหัวจะเก็บจากแปลงที่มีอายุเลย 3 ปีไปแล้ว เพราะซ่อนกลิ่นที่อายุมาก ผลผลิตจะลดลง จำเป็นต้องรื้อแปลงปลูกใหม่
ก่อนจะทำการเก็บหัวควรงดการให้น้ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสังเกตว่าใบเหลืองจนหมดแล้ว จึงขุดเอาหัวขึ้นมา สลัดเอาดินออกให้หมด แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ไม่ให้ถูกฝน หัวที่กองไว้ควรหมั่นกลับทุก ๆ 2-3 วัน กรณีที่เก็บนาน ๆ ควรแช่ยากันราก่อนเพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลาย
 
การปลูกและดูแลรักษา

การปลูกและการดูแลรักษา การปลูก นิยมปลูกกันตอนต้นฤดูฝน ประมาณเดือน พค.-กค. โดยปลูกในร่องที่เตรียมไว้ใช้ระยะปลูก 30 x 30 หรือ 40 x 40 ซม. ปลูกแบบสลับฟันปลา 1 หัว/หลุ่ม การฝังหัวควรให้หัวเหลือโผล่ขึ้นมาประมาณ 1/3 เพื่อป้องกันไม่ให้หัวเน่า และควรใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงปลูกไว้เพื่อเก็บความชื้นและช่วยป้องกันวัชพืชงอกบนแปลงด้วยและยังทำให้ต้นแตกกอดีขึ้น หลังจากปลูกประมาณ 1 สัปดาห์จะมีใบแตกออกมา n การให้น้ำ เนื่องจากซ่อนกลิ่นเป็นพืชที่ชอบความชื้นสูง แต่ไม่แฉะ จึงควรให้ความชื้นสม่ำเสมอ ถ้าฝนไม่ตกก็ให้น้ำ 2 วันหรือ 3 วันครั้งแล้วแต่สภาพดิน

การใส่ปุ๋ย หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการแตกกอโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ โดยการหว่านให้ทั่วแปลง หลังจากนั้นก็หว่านทุก 1 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ซ่อนกลิ่นออกดอก n การตัดแต่ง เมื่อซ่อนกลิ่นมีอายุได้ 2 ปี พบว่ามีการเจริญเติบโตและการแตกกอสูงมากทำให้เกิดการ “บ้าใบ” ในช่วงฤดูฝน ปริมาณดอกจะลดลงและมีโรคเข้าทำลายในช่วงนี้ด้วย ฉะนั้นจึงควรมีการตัดใบออกบ้างบางส่วนซึ่งเรียกว่าการเกี่ยวใบ หลังจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อเร่งการออกดอก เพื่อทำให้ประสิทธิภาพการออกดอกสูงมาก

   
การตัดดอก :
การตัดดอก ซ่อนกลิ่นจะเริ่มให้ดอกหลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 3 เดือน จะเริ่มตัดช่อดอกเมื่อดอกที่อยู่ล่างสุดบานก่อนประมาณ 2-3 ดอก แต่ถ้าจะตัดส่งตลาดควรมีดอกบานประมาณ 1-2 ดอก วิธีการตัดดอกอาจจะตัดโดยการตัดให้ชิดโคนต้นหรือใช้มือถอนก็ได้ จากนั้นจึงนำมาริดใบล่างออก 2-3 ใบ แล้วจึงคัดขนาด
ขนาดดอกแบ่งเป็น 3 ขนาด

1. ขนาดใหญ่ (เกรด A) ความยาวของก้านและช่อดอกรวมกันยาว 120 ซม. ขึ้นไป

2. ขนาดกลาง (เกรด B) ความยาวของก้านดอกและช่อดอกรวมกันยาว 80-100 ซม.

3. ขนาดเล็ก (เกรด C) ความยาวของก้านดอกและช่อดอกรวมกันยาว 30-79 ซม. จากนั้นจึงนำดอกมาเข้ากำ ๆ ละ 50 ดอก โดยวางให้ปลายช่อดอกเสมอกัน แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ หุ้มส่วนของดอกแล้วมัดด้วยเชือกฟาง ส่วนโคนก้านดอกจะไม่มีการตัดแต่งจนกว่าจะถึงมือผู้ใช้

   
โรคและแมลง :
โรคและแมลง ซ่อนกลิ่นมีโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก โรคที่พบในช่วงฤดูฝน
1. โรค Botrytis Blight โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงอากาศมีความชื้นสูง โดยสังเกตเห็นจุดฉ่ำสีน้ำตาลบนดอกและใบ จากนั้นจุดนี้ก็จะยาวขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง หรือมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลปนแดงตรงกลาง ทำให้ดอกและใบที่เป็นโรคเน่าอย่างรวดเร็ว การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยไซเนบ มาเนบ เฟอร์แนบ แคบแทน หรือไดคลอร์ สัปดาห์ละครั้ง ตั้งแต่ใบยาวประมาณ 10-20 ซม. หรือฉีดก่อนระยะฝนชุก
2. โรคที่เกิดจากเชื้อ Selerotium rolfsii จะพบมากในระยะที่มีฝนตกชุก เชื้อจะกระเด็นไปเกาะตามส่วนของพืชที่อยู่บริเวณผิวดิน จึงทำให้ใบและก้านดอกเน่าหักพับลง การป้องกันได้โดยการฉีดพ่นด้วยแคปแทน ไซแนบ หรือมาเนบ สัปดาห์ละครั้ง
3. โรครากปม เกิดจากไส้เดือนฝอย ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ใบเหลืองเหี่ยวตอนกลางวันและฟื้นตอนกลางคืน เมื่อทิ้งไว้นานจะทำให้ตายได้ การป้องกันโดยใช้เมทธิลโบรไมด์ ฆ่าเชื้อในดิน การกำจัดใช้นีมากอน ฉีดรอบ ๆ ต้นพืช เพื่อทำลายไส้เดือนฝอย หรือจุ่มหัวซ่อนกลิ่นในน้ำร้อน 120 องศาฟาเรนไฮด์ เป็นเวลา 1 ชม. แล้วผึ่งให้แห้งก่อนปลูกเพื่อกำจัดไส้เดือนฝอยที่ติดมากับหัวพันธุ์
4. เพลี้ยไฟ จะเข้าทำลายก้านดอกและช่อดอก โดยจะดูดน้ำเลี้ยงแล้วทำให้ช่อดอกและก้านดอกบริเวณส่วนปลายขรุขระเป็นคลื่น ดอกไม่โตและไม่บานอีกด้วยซึ่งเกษตรกรเรียกว่า “ช่อหิน” การป้องกันกำจัด ควรฉีดยาป้องกันตั้งแต่แรกคือใช้ยาพวกอะโซดริน พาราไธออนหรือมาลาไธออน สัปดาห์ละครั้ง
5. เพลี้ยไฟแป้ง เป็นแมลงศัตรูอีกตัวหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อการปลูกซ่อนกลิ่นในปัจจุบันค่อนข้างมาก โดยการดูดน้ำเลี้ยง ทำให้เกิดโรคโคนเน่าตามมา การป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นด้วยยากำจัดแมลงทั่ว ๆ ไป เช่น มาลาไธออน พาราไธออน หรือ อะโซดริน สัปดาห์ละครั้ง